พลิกโฉม Social Commerce ด้วยพลัง Data & AI

Social Commerce กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจยุคดิจิทัล จากเดิมที่โซเชียลมีเดียทำหน้าที่เป็นช่องทางสร้างการรับรู้และสื่อสารกับผู้บริโภค วันนี้แพลตฟอร์มอย่าง TikTok ได้พัฒนาไปสู่พื้นที่ที่ผู้บริโภคสามารถค้นพบสินค้า รับชมรีวิว ทำความรู้จักแบรนด์ ไปจนถึงตัดสินใจซื้อได้ในแอพพลิเคชันเดียวกัน

เมื่อคอนเทนต์และการค้าเชื่อมต่อกันมากขึ้น เส้นแบ่งระหว่างการสื่อสารและการขาย จึงค่อย ๆ เลือนหายไป ขณะเดียวกัน Data และ AI ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจผู้บริโภค ปรับรูปแบบการทำงาน และสร้างโอกาสทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในรายการ open talk ที่จัดขึ้นโดย OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group ซึ่งได้รับเกียรติจาก คุณสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาเอสเอ็มอี และ CEO บริษัท Montivory, คุณณัฐเชษฐ์ เทพูปถัมภ์ CEO บริษัท Uppercase-M และ คุณโตชิ ศิริจิวานนท์ CEO บริษัท Move Fast Public Company Limited ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางของ Social Commerce บน TikTok ตลอดจนบทบาทของ Data และ AI ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของแบรนด์

Social First Commerce การขายเริ่มต้นจากการเข้าใจผู้บริโภค

การทำการค้าผ่านโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือพฤติกรรมของผู้บริโภคและบทบาทของแต่ละแพลตฟอร์มที่มีความเฉพาะตัวมากขึ้น ธุรกิจจึงไม่สามารถใช้คอนเทนต์รูปแบบเดียวกันในทุกช่องทางได้อีกต่อไป แนวคิด Social First Commerce จึงเข้ามามีบทบาทในการวางกลยุทธ์ โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่า ผู้บริโภคของแต่ละแพลตฟอร์มมีพฤติกรรม ความสนใจ และรูปแบบการตัดสินใจที่แตกต่างกัน โดย Facebook, Instagram, TikTok หรือ X ต่างมีลักษณะของผู้ใช้งานและบริบทในการบริโภคคอนเทนต์ที่ไม่เหมือนกัน การเลือกแพลตฟอร์ม ลำดับการสื่อสาร รูปแบบคอนเทนต์ และเครื่องมือที่ใช้ จึงควรถูกออกแบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละช่องทาง อีกหนึ่งกลไกที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการขายคือ Affiliate จากเดิมที่แบรนด์ต้องสร้างคอนเทนต์และผลักดันการขายด้วยตัวเอง วันนี้ครีเอเตอร์และเครือข่ายตัวแทนสามารถเข้ามามีบทบาทในการกระจายคอนเทนต์และสร้างยอดขายได้มากขึ้น คอนเทนต์หนึ่งชิ้นจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างการรับรู้ แต่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างความสนใจ การแนะนำสินค้า และการปิดการขายได้ในเส้นทางเดียวกัน

TikTok Ecosystem คอนเทนต์ การตลาด และการขายเชื่อมต่อกัน

TikTok กำลังพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นแพลตฟอร์มสำหรับรับชมคอนเทนต์ ด้วย Ecosystem ที่เชื่อมโยง Creator, Seller, Brand, Affiliate, Product Cart และ Live Commerce เข้าด้วยกัน เส้นทางของผู้บริโภคจึงสามารถเริ่มต้นจากการเห็นคอนเทนต์ เกิดความสนใจ ไปติดตามหรือรับชม Live และตัดสินใจซื้อได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้เล่นแต่ละส่วนใน Ecosystem ก็สามารถเข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อขยายโอกาสทางการค้า รูปแบบดังกล่าวทำให้การขายไม่ได้พึ่งพาการไลฟ์หรือผู้ขายเพียงคนเดียวอีกต่อไป Creator หรือ KOL สามารถสร้างคอนเทนต์เพื่อสร้างความสนใจ ขณะที่ Seller และ Affiliate ช่วยต่อยอดไปสู่การขายและขยายการเข้าถึง

คอนเทนต์ที่ขายได้

เมื่อการแข่งขันบนแพลตฟอร์มสูงขึ้น สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจและตัดสินใจซื้อไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของโปรดักชันเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือและความเป็นธรรมชาติของผู้สร้างคอนเทนต์ ผู้บริโภคจำนวนมากติดตาม Creator จากตัวตน ความสนใจ และไลฟ์สไตล์ของพวกเขา ดังนั้นการนำเสนอสินค้าจึงควรเชื่อมโยงกับบริบทของชีวิตจริง มีการเล่าเรื่อง และสะท้อนประสบการณ์การใช้งาน มากกว่าการนำเสนอสินค้าในลักษณะโฆษณาโดยตรง ในขณะเดียวกัน รูปแบบการผลิตคอนเทนต์ก็เปลี่ยนแปลงไป วิดีโอแนวตั้งที่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือสามารถสร้างความรู้สึกใกล้ชิดและเป็นธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หัวใจสำคัญจึงเป็นการสร้างคอนเทนต์ที่จริง น่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงกับผู้ชมได้

Data คือทรัพยากรสำคัญของ Social Commerce

แม้แพลตฟอร์ม Social Commerce จะมีเครื่องมือสำหรับการขายและการวัดผลมากขึ้น แต่ความท้าทายสำคัญของหลายธุรกิจยังอยู่ที่การจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลจากหลากหลายช่องทาง ตัวอย่างเช่น การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ KOL การวัดผลการไลฟ์ในแต่ละช่วงเวลา หรือการทำความเข้าใจลูกค้าที่มีพฤติกรรมซื้อสินค้าผ่านหลายแพลตฟอร์ม ข้อมูลเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการวางกลยุทธ์ในระยะยาว เมื่อธุรกิจสามารถนำข้อมูลจากแต่ละจุดมาเชื่อมโยงและวิเคราะห์ร่วมกันได้ ก็จะช่วยให้เข้าใจลูกค้าได้ละเอียดขึ้น สามารถแบ่งกลุ่มผู้บริโภคได้เหมาะสม และนำข้อมูลไปต่อยอดทั้งด้านการสื่อสาร การขาย และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว อย่างไรก็ตาม คุณค่าของ Data ไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลจำนวนมาก แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำข้อมูลไปใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจและวิธีการทำงานขององค์กร

AI กับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำธุรกิจ

นอกจาก Data แล้ว AI กำลังเข้ามามีบทบาทในกระบวนการทำงานของ Social Commerce ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การตรวจสอบผลลัพธ์ของแคมเปญ การตอบคำถามลูกค้า ไปจนถึงการเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบหลังบ้านและโลจิสติกส์ หนึ่งในแนวทางสำคัญของการนำ AI มาใช้ในองค์กรคือการเริ่มจาก งานที่ทำซ้ำ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สามารถนำ AI เข้ามาช่วยลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อองค์กรเริ่มมีประสบการณ์จาก Use Case เหล่านี้ ก็สามารถต่อยอดไปสู่ระบบ Automation ที่ซับซ้อนขึ้น รวมถึงแนวคิด Agentic AI ซึ่งหมายถึงระบบ AI ที่สามารถวางแผน ดำเนินงาน และประสานการทำงานกับเครื่องมือหรือระบบอื่นตามเป้าหมายที่กำหนด สำหรับสายงานคอนเทนต์เอง AI ได้เข้ามาช่วยตั้งแต่การคิดไอเดีย การเขียนสคริปต์ การทำ Storyboard การผลิตวิดีโอ ไปจนถึงการตัดต่อและปรับแต่งผลงาน ช่วยลดระยะเวลาในบางขั้นตอน และเปิดโอกาสให้ทีมสามารถนำเวลาไปใช้กับงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจมากขึ้น

Hyper Personalization ก้าวต่อไปของการตลาดยุค AI

อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือ Hyper Personalization หรือการสื่อสารกับผู้บริโภคในระดับที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ในอดีต การสร้างโฆษณาหรือคอนเทนต์จำนวนมากเพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายย่อยอาจมีข้อจำกัดทั้งด้านเวลาและต้นทุน แต่ AI ช่วยให้แบรนด์สามารถผลิตและปรับรูปแบบคอนเทนต์ได้หลากหลายมากขึ้น พร้อมนำข้อมูลพฤติกรรมมาช่วยออกแบบสารและข้อเสนอให้เหมาะกับกลุ่มผู้ชมที่แตกต่างกัน แนวทางดังกล่าวทำให้การตลาดสามารถก้าวจากการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคด้วยข้อมูลพื้นฐาน เช่น อายุหรือเพศ ไปสู่การทำความเข้าใจความสนใจ พฤติกรรม และบริบทของผู้บริโภคได้ละเอียดขึ้น รวมถึงการเลือกคอนเทนต์หรือช่วงเวลาที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การใช้ Data และ AI เพื่อทำ Personalization จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสมและคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค เพราะหัวใจของเทคโนโลยีไม่ได้อยู่ที่การเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด แต่อยู่ที่การนำข้อมูลมาใช้สร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างเหมาะสม ท้ายที่สุดแล้ว การมี Dashboard ที่สวยงามหรือ Report จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะใช้ Data ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจะสร้างคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการปรับคอนเทนต์ วิธีขาย หรือกระบวนการทำงานของทีม

ความสำเร็จของ AI อยู่ที่การลงมือทำ

ความสำเร็จของการนำ AI มาใช้ขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการทดลองและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ทางธุรกิจ การเริ่มต้นจาก Use Case ที่มีขอบเขตชัดเจน ทดลองใช้งาน วัดผล และนำผลลัพธ์มาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้องค์กรเรียนรู้ได้เร็วขึ้น พร้อมมองเห็นคุณค่าของ AI จากการใช้งานจริง ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรจึงต้องเข้าใจทั้งศักยภาพของเทคโนโลยีและโจทย์ที่ต้องการแก้ไข ควบคู่กับการวางแนวทางนำ AI ไปสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้กับธุรกิจ

สุดท้ายนี้ การเติบโตของ Social Commerce กำลังทำให้ธุรกิจต้องมองไกลกว่าการสร้างคอนเทนต์หรือการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมโยง Creator, Commerce, Data และ AI เข้าด้วยกันเป็นระบบ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว บทเรียนสำคัญจากเวที opentalk คือ เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ หากองค์กรไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโจทย์ทางธุรกิจได้จริง การเริ่มต้นจากปัญหาที่ชัดเจน ทดลองใช้ AI กับงานที่เหมาะสม วัดผลจากการใช้งานจริง และเรียนรู้เพื่อพัฒนาต่อเนื่อง จึงเป็นแนวทางสำคัญในการเตรียมองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ในวันที่ Social Commerce กำลังหลอมรวมคอนเทนต์ การตลาด และการขายเข้าด้วยกัน และ AI กำลังเข้ามาเสริมศักยภาพในทุกขั้นตอน ความสามารถในการ เข้าใจผู้บริโภค ใช้ Data อย่างมีประสิทธิภาพ และลงมือปฏิบัติอย่างรวดเร็ว จะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างธุรกิจที่พร้อมเติบโตในโลกดิจิทัล

แหล่งที่มา:

opentalk EP. 59 https://youtu.be/YIlaumDf_F8

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งหมด

Welcome to a world of limitless possibilities, where the journey is as exhilarating as the destination.

Discover more from PRNEWSWATCH.NET

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading