เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮั่วและสินค้าเกษตรซงซี โดดเด่นในงานใหญ่ ณ อาคารสหประชาชาติ กรุงปักกิ่ง

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการอำเภอเต๋อฮั่ว และฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการอำเภอซงซี

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา งานจัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีและการลงทุนทางการเกษตร IFAD-SSTC ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ อาคารสหประชาชาติ กรุงปักกิ่ง งานนี้จัดขึ้นโดยกองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) มุ่งสร้างเวทีความร่วมมือแบบใต้-ใต้ (South-South) เพื่อเผยแพร่ผลงานความสำเร็จทางการเกษตรของจีน พร้อมส่งต่อโซลูชันที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยมีผู้ร่วมงานกว่า 120 คน ทั้งคณะทูตจาก 17 สถานเอกอัครราชทูต และผู้แทนจาก 7 หน่วยงานในสังกัดองค์การสหประชาชาติประจำประเทศจีน

อำเภอเต๋อฮั่วเป็นพื้นที่แถบเทือกเขาในมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน โดยได้นำผลงานเครื่องเคลือบขาวอันประณีต อาทิ กระเช้าบุปผาบานสะพรั่ง และงานประติมากรรมหนานหยินแห่งเฉวียนโจว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการดนตรีอันทรงคุณค่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนยูเนสโกอย่างดนตรีหนานหยินจากเมืองเฉวียนโจว เมืองท่าเก่าแก่ของมณฑลฝูเจี้ยน มาร่วมจัดแสดง ร่วมกับผลผลิตทางการเกษตรขึ้นชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเห็ดแดงป่า น้ำมันชาจากพื้นที่สูง และมันเทศจีน โดยนี ควาเย-คูมาห์ (Nii Quaye-Kumah) ผู้แทน IFAD ประจำประเทศจีน กล่าวว่า เขารู้สึก “ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง” กับความวิจิตรบรรจงของศิลปะเซรามิก ขณะที่ฮูลิโอ วอร์แมน (Julio Worman) นักวิเคราะห์จาก IFAD ประจำภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ได้แสดงความสนใจสอบถามถึงเทคนิคการผลิตเครื่องเคลือบ พร้อมทั้งร่วมชมพิธีชงชา โดยเปิดเผยว่า “แม้ตะวันออกและตะวันตกจะมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างมาก แต่กลับมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าทึ่ง” และเสริมว่า “นับเป็นประสบการณ์การลิ้มลองรสชาติที่ยอดเยี่ยมมาก”

อำเภอเต๋อฮั่วเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมเซรามิกของจีน ถือเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องเคลือบขาวระดับประเทศ โดยเป็นที่ตั้งของผู้ประกอบการมากกว่า 4,000 แห่ง ซึ่งสร้างมูลค่าการผลิตสูงถึง 7.6 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 7.9 พันล้านปอนด์ หรือ 1.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี นอกจากนี้ อำเภอเต๋อฮั่วยังเป็นฐานการผลิตและส่งออกงานหัตถกรรมเซรามิก ชุดชงชา และกระถางต้นไม้รายใหญ่ที่สุดของจีน โดยมีเป้าหมายในการเผยแพร่ความงดงามของเครื่องเคลือบให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในเวทีสากล

ส่วนอำเภอซงซีเป็นอำเภอเกษตรกรรมในเมืองหนานผิง และเป็นตัวแทนระดับอำเภอเพียงแห่งเดียวภายในงาน ได้นำผลิตภัณฑ์เด็ดมาร่วมจัดแสดงอย่างหลากหลาย ทั้งขนมอ้อยสูตรโบราณนับร้อยปี หน่อไม้ขมหัวเฉียว (สายพันธุ์ท้องถิ่นขึ้นชื่อจากตำบลหัวเฉียว) ชาขาวจิ่วหลง (“ชาขาวเก้ามังกร”) ตลอดจนชาเขียว ชาดำ และมัทฉะ โดยอามา แบรนด์ฟอร์ด-อาร์เธอร์ (Ama Brandford-Arthur) ผู้ประสานงานระดับโลกฝ่ายความร่วมมือใต้-ใต้และความร่วมมือไตรภาคีของ IFAD เปิดเผยว่า ซงซีประสบความสำเร็จอย่างมากในการนำทรัพยากรสายพันธุ์พืชหายาก วิถีการทำเกษตรแบบดั้งเดิม และการสร้างแบรนด์สมัยใหม่มารวมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อยกระดับผลผลิตจากชุมชนบนพื้นที่สูงสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนับเป็นแบบอย่างที่มีคุณค่ายิ่งต่อการนำไปปรับใช้ในกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South)

อู๋ เว่ย (Wu Wei) เลขาธิการประจำอำเภอซงซี เปิดเผยว่า งานจัดแสดงครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการเปิดรับความร่วมมือจากภายนอก และกระชับความสัมพันธ์ทางการเกษตรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในระดับสากล โดยซงซีพร้อมใช้เวทีนี้เป็นสะพานเชื่อมเพื่อเปิดรับแนวคิดล้ำสมัย ดึงดูดทรัพยากรทรงคุณค่า และขับเคลื่อนการยกระดับภาคอุตสาหกรรม

ด้วยตำแหน่งระหว่างเทือกเขาอู่อี๋ (มรดกโลกโดยยูเนสโก) กับอุทยานแห่งชาติไป๋ซานจู่ ทำให้อำเภอซงซีมีระบบการปลูกอ้อยดั้งเดิมมาตั้งแต่ปี 2270 ในสมัยราชวงศ์ชิง โดยต้นแม่พันธุ์อ้อยยังคงแตกหน่อตราบจนปัจจุบันแม้วันเวลาจะผ่านพ้นไปเกือบ 300 ปีแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ชาท้องถิ่นของซงซียังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระดับชาติ ขณะที่ระบบการเพาะปลูกอ้อยและไผ่ของซงซีก็ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมการเกษตรที่สำคัญของจีน

ตลอดการจัดงาน แขกผู้มีเกียรติได้ร่วมหารือในประเด็นการค้าการเกษตรข้ามพรมแดน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการยกระดับห่วงโซ่มูลค่า ส่งผลให้บูธจัดแสดงของทั้งสองอำเภอมีผู้เยี่ยมชมมากสุดในงาน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยขยายชื่อเสียงในระดับสากล แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการนำอุตสาหกรรมท้องถิ่นระดับอำเภอของจีนก้าวไกลสู่เวทีโลก

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งหมด

Welcome to a world of limitless possibilities, where the journey is as exhilarating as the destination.

Discover more from PRNEWSWATCH.NET

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading